
นสพ.ไทยรัฐ : ความคิดเห็นต่อไทยช่วยไทยพลัส
โดย คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย
1. โครงการไทยช่วยไทยพลัส กับ กำลังซื้อที่เปราะบางของประชาชน
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเห็นด้วยและขอบคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อ GDP ไทยให้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.4-0.5% ถือเป็นมาตรการเยียวยาที่เข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมเนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ ปานกลางถึงล่างที่ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือนสูง รายได้เติบโตต่ำ สอดคล้องกับ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เผชิญ แรงกดดันรอบด้าน
อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วย ประคองกำลังซื้อระยะสั้น เท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนได้โดยตรง ภาครัฐจึงควรเดินหน้ามาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับรายได้แรงงาน การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและการสร้างระบบค้าปลีกที่แข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว ในเมืองไทย เพื่อให้ประชาชนมีรายได้มั่นคงขึ้นและเกิดกำลังซื้อที่ต่อเนื่องในระยะยาว
ทั้งนี้ทางสมาคมฯ มีความเห็นว่าไทยช่วยไทยพลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเฟสถัดไป ภาครัฐ ควรพิจารณาขยายกรอบให้ร้านค้าทุกขนาด เช่น โมเดิร์นเทรด ร้านค้าในระบบภาษี ให้สามารถเข้าร่วมได้ เพื่อเพิ่มความสะดวก ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินค้า และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายให้กับประชาชน อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยสินค้าจำนวนมากที่จำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดเป็นสินค้าจากผู้ประกอบการและ SME ไทยที่ได้รับโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ ดังนั้นหากสามารถปลดล็อกให้ประชาชนใช้สิทธิ์ดังกล่าวได้ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังช่วยขยายผลประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการ SME ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้วงกว้างยิ่งขึ้น
2. โครงการนี้จะทำให้กำลังซื้อคนเพิ่มจริง หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีชำระเงิน
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเห็นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีส่วนช่วยเยียวยาค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี ภายใต้กรอบวงเงินภาครัฐ 1.75 แสนล้านบาท ผ่านระบบร่วมจ่าย 60:40 และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเหมือนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่ช่วยพยุงกำลังซื้อเฉพาะช่วงเวลาที่โครงการดำเนินอยู่ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินผ่านระบบ Co-Payment มากกว่าการสร้างกำลังซื้อใหม่ในระยะยาว ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดโครงการภาครัฐควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตลอดอีโคซิสเต็มให้เข้มแข็ง มิเช่นนั้นแล้วประชาชนก็อาจกลับมาชะลอการใช้จ่ายเช่นเดิม
ดังนั้น การสร้างกำลังซื้อที่แท้จริงในระยะยาว ไม่ควรพึ่งพามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างให้ “ผู้ประกอบการให้ยืนได้ และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะการส่งเสริมสภาพคล่อง การแก้ไขปัญหาต้นทุนเชิงโครงสร้าง และสนับสนุนมาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ หากผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการเงินลงทุน (Capex) รักษากระแสเงินสด เพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น ก็จะนำไปสู่การ จ้างงานที่มีคุณภาพ รายได้แรงงานที่ดีขึ้น และกำลังซื้อที่เกิดขึ้นจริงจากรายได้ของประชาชนอย่างยั่งยืน