
https://www.facebook.com/watch/?v=1694802038612212
รายการ ย่อโลกเศรษฐกิจ ทางช่อง TNN 16
1. มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล เห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ได้มากน้อยแค่ไหน สร้างการหมุนเวียน และสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตและการจ้างงาน ส่งผลให้ ตัวคูณทางเศรษฐกิจได้เต็มศักยภาพหรือไม่
ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เป็นมาตรการร่วมจ่ายที่เข้ามาได้ ถูกจังหวะและสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้จริง โดยคาดว่าอาจสนับสนุนการขยายตัวของ GDP ได้ประมาณ 0.4–0.5%
โครงการดังกล่าวให้สิทธิประชาชนทั่วไปถึง 30 ล้านคน ในรูปแบบรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน (มิถุนายน - กันยายน 2569) รวมกับกลุ่มผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านคนที่ได้วงเงินเพิ่ม เราประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นผลดีในการเพิ่ม สภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน ร้านธงฟ้า โดยจากมาตรการคนละครึ่งที่ผ่านมามีร้านค้าเข้าร่วมโครงการราวๆ 1,000,000 ร้านค้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มองว่า เพื่อให้โครงการดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภาครัฐควรพิจารณาขยายการใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้ครอบคลุมถึงช่องทางโมเดิร์นเทรดและผู้ประกอบการในระบบภาษี เพื่อเพิ่มความสะดวก ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินค้า และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สินค้าจำนวนมากที่จำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดเป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทยและ SME ที่ได้รับโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ ดังนั้น หากสามารถปลดล็อกให้ประชาชนใช้สิทธิ์ดังกล่าว ในโมเดิร์นเทรดและร้านค้าในระบบภาษีได้ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังช่วยขยายผลประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการ SME ไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ในส่วนประเด็นที่ว่า ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จะส่งผลไปถึงภาคการผลิตและการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพหรือไม่นั้น สมาคมฯ มองว่าอาจจะยังไปไม่ถึงจุดนั้นอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมาตรการลักษณะนี้เปรียบเสมือน 'ยาออกฤทธิ์สั้น' ที่ช่วยประคองกำลังซื้อเฉพาะหน้าเพื่อต่อลมหายใจ มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ได้ส่งผลให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นถาวร หรือลดภาระ หนี้ครัวเรือนลง รวมทั้งการจำกัดการใช้สิทธิ์เฉพาะในร้านค้ารายย่อย อาจทำให้แรงส่งทางเศรษฐกิจ ยังไม่สามารถกระจายไปสู่ห่วงโซ่การผลิต การจ้างงาน และระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้เต็มที่
ดังนั้น เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปถึงตลอดอีโคซิสเต็มได้จริง เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยกระดับความเข้มแข็งให้ภาคค้าปลีก เพราะเซกเตอร์นี้มีอัตราการจ้างงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ หากเราทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกอยู่รอดและแข่งขันได้ การจ้างงานก็จะมั่นคง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน
2. ข้อเสนอแนะของสมาคมกลุ่มผู้ค้าปลีกไทย ต่อกำลังซื้อให้มีต่อเนื่องหลังจากมาตรการ
ไทยช่วยไทยพลัส จบลง
สิ่งที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยต้องการเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจต้องหันมามองการขับเคลื่อนภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยในลักษณะ 'เชิงโครงสร้างและเป็นระบบ' มากขึ้น ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โดยเรามีข้อเสนอหลักๆ ดังนี้ครับ
1. สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็น 'สินค้านำเข้าราคาถูก' ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเข้ามาตีตลาดผู้ผลิต SME ไทยอย่างหนัก ที่ผ่านมาต้องขอบคุณภาครัฐที่เริ่มตื่นตัวและเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น แต่เราอยากฝากให้ยกระดับความเข้มงวดนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าและการจัดเก็บภาษี เพื่อปกป้องซัพพลายเชนของคนไทย
2. การลดต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ ปัจจุบันต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะ ต้นทุนพลังงาน และค่าโลจิสติกส์ รัฐควรเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาพลังงาน และสนับสนุนให้ ภาคค้าปลีกเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยให้ SME สามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
3. ยกระดับทักษะ เพิ่มการจ้างงาน เพื่อรายได้ให้กับแรงงาน การขับเคลื่อนกำลังซื้อให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประชาชนต้องมีรายได้ที่เติบโตทันค่าครองชีพ ภาครัฐควรเร่ง ส่งเสริมทักษะแรงงาน ให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและขยายโอกาสการจ้างงานได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง ซึ่งจะทำให้แรงงานที่ไม่สามารถทำงานเต็มเวลา ได้มีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติม อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารกำลังคนได้สอดคล้องกับช่วงเวลาความต้องการของธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกและบริการ
เมื่อผู้ประกอบการมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ก็จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ แรงงานมีโอกาสสร้างรายได้ที่สูงขึ้นและต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างกำลังซื้อที่ยั่งยืน และหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
4. ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ไทยเป็น shopping paradise สมาคมฯ ขอเสนอให้ผลักดันมาตรการ Instant Tax Refund หรือการคืน VAT 7% ณ จุดขายให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มียอดซื้อตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไปทันที ซึ่งวิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการตัดสินใจใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ควบคู่กับ การปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และลักชัวรี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันกำแพงภาษีเรายังสูงถึง 20-30% ทำให้เราเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยอาจพิจารณานำร่องในรูปแบบ Sandbox ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต ซึ่งจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาใช้จ่ายในบ้านเราได้