ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
Facebook


ค้าปลีกไทย กำลังเจอศึกหนัก ผู้บริโภคจะต้องซื้อของ “แพงขึ้นอีก” ? article

 

รายการ Talk ลงทุนแมน

https://youtu.be/g6d2eZ6IAFU?si=Nds4_tJWyB_s4Jg2

 

Topic :       ค้าปลีกไทย กำลังเจอศึกหนัก ผู้บริโภคจะต้องซื้อของ “แพงขึ้นอีก” ?

Guest :      ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

Host :        ปณิดดา เกษมจันทโชติ (เม)

Date :        วันอังคาร ที่ 19 พ.ค. 69 เวลา 14.00-15.30 น.

รูปแบบการสัมภาษณ์ :

บันทึกวิดีโอ ณ LTMH Studio ชั้น 7 อาคารมณียาเซ็นเตอร์ (ติดบีทีเอสชิดลม)

หากนำรถมา สามารถเข้าทางเดียวกับโรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ Maneeya Center Building

 

1. สถานการณ์ค้าปลีกของไทยตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับ 3-5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ อย่างไร ?

·      หากย้อนไป 3-5 ปีก่อน วิกฤตโควิด คือตัวเร่งให้เกิด Digital Disruption ตามมาด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า และมาตรการกำแพงภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย แม้ภาคธุรกิจค้าปลีกจะปรับตนเองให้มี ความยืดหยุ่น (Resilience) แล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนจะกลับมาตั้งหลักได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมของตลาดยังไม่สามารถเรียกได้ว่ากลับเข้าสู่ภาวะปกติ

·      สำหรับปี 2569 ภาคค้าปลีกต้องเผชิญความท้าทายระลอกใหม่จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง ผนวกกับแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งสินค้าทั่วโลก อันเป็นผลจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้น “การเติบโตของยอดขาย” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ หรือ Efficiency-Driven Retail โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การจัดการซัพพลายเชน การบริหารสต็อก และการรักษาความสามารถในการแข่งขันให้เกิดขึ้นได้ในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

·      ปรากฏการณ์สำคัญ (Key Drivers) ของค้าปลีกไทยปี 2569 ประกอบไปด้วยปัจจัยหลัก 4 ด้าน

1)    K-Shaped Recovery หรือ การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มธุรกิจ โดย กลุ่มบน ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด รวมถึงร้านค้าที่ จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์และสินค้าลักชัวรี จะได้รับผลกระทบในวงจำกัด เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับตัวได้รวดเร็วกว่า 

ในขณะที่ กลุ่มล่าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ร้านค้าดั้งเดิม และร้านค้าท้องถิ่นหรือร้านค้าภูธร จะได้รับผลกระทบมากกว่า จากแรงกดดันด้านต้นทุนสินค้า ต้นทุนพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวเป็นไป อย่างเปราะบางและใช้เวลานานกว่า 

2)    Retail Experience ผู้ค้าปลีกไทยไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะ “หน้าร้าน” อีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันในหลายสนามพร้อมกัน ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และสงครามโปรโมชัน โดย e-Marketplace และ Social Commerce ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ขณะที่ผู้บริโภคใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และดูรีวิวแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องการประสบการณ์จากหน้าร้านจริง เพื่อทดลองสินค้า รับคำแนะนำ และสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ

ดังนั้น ค้าปลีกยุคใหม่จึงไม่สามารถเป็นเพียง “พื้นที่ขายสินค้า” แต่ต้องยกระดับสู่การเป็นพื้นที่ที่สร้าง Trust, Experience และ Relationship กับผู้บริโภค ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์

3)    Cross-Border E-Commerce การล้นทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ร้านค้ารายย่อย และผู้ผลิตท้องถิ่น ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำ ขณะที่สินค้าบางส่วนยังมีความเสี่ยงด้านมาตรฐานและคุณภาพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน บางรายต้องปิดกิจการอย่างถาวร

4)    ต้นทุนเชิงโครงสร้างกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจค้าปลีก ต้นทุนเชิงโครงสร้างกำลังกลายเป็น New Normal ของภาคค้าปลีกไทย โดยเฉพาะต้นทุนค่าแรง พลังงาน และโลจิสติกส์ ซึ่งได้กลายเป็นต้นทุนระดับสูงที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ายังจะคงอยู่ในระดับสูงไปอีก 1-2 ปี จากความผันผวนของราคาพลังงานโลก ธุรกิจที่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในระยะยาว จะไม่ใช่เพียงผู้ที่สร้างยอดขายได้มากกว่า แต่คือผู้ที่บริหารโครงสร้างต้นทุนได้มีประสิทธิภาพและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การนำเทคโนโลยี Green Energy หรือพลังงานสะอาด มาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดรายจ่ายระยะยาว สร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

5)    Brand Loyalty ของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ Value Loyalty หรือความคุ้มค่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้บริโภคยุคใหม่เปิดใจทดลองสินค้า House Brands หรือ Second-Tier Brands มากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์การใช้งานใกล้เคียงกับแบรนด์หลัก แต่มีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ และความเหมาะสมของราคามากขึ้น

·      วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง โอกาสสำคัญในการผลักดันสินค้าไทย และส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ supple chain ภายในประเทศ ใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตในประเทศ และสนับสนุนการจ้างงานแรงงานไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้โดยตรง สอดคล้องกับแนวนโยบายของภาครัฐที่เดินหน้าแคมเปญ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย ลดภาระค่าครองชีพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่มีคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

 

2.  ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย กำลังเผชิญอุปสรรคทางธุรกิจอยู่หรือไม่ ?

·      ปัจจุบันผู้ประกอบการค้าปลีกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1) ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและค่าขนส่ง

2) กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีข้อจำกัด จากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ยังไม่เติบโตในระดับเดียวกัน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง 86.7% ของ GDP และ

3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ

แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกในบางช่วงจะปรับตัวดีขึ้นจากแรงซื้อระยะสั้น เช่น การกักตุนสินค้าหรือ Panic Buying แต่ภาพรวมความเชื่อมั่นในไตรมาส 2 ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ต้นทุนดำเนินงาน และกำลังซื้อที่ยังคงมีความผันผวน

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ความกังวลของผู้ประกอบการค้าปลีกจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “ยอดขาย” แต่ขยายไปสู่ประเด็นสำคัญด้านการบริหารธุรกิจ ทั้งการรักษา Margin การบริหารกระแสเงินสด การจัดการสินค้าคงคลัง และความสามารถในการรักษาระดับราคาสินค้าจำเป็นให้อยู่ในจุดที่ประชาชนยังเข้าถึงได้

ทั้งนี้ ในระยะสั้น ผู้ประกอบการบางส่วนยังพยายามตรึงราคาสินค้าจำเป็นผ่านการบริหารสต็อกเดิมและแผนงานส่งเสริมการขาย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี อาจเริ่มเห็นแรงกดดันด้านราคาสินค้าบางกลุ่มทยอยปรับขึ้นราคา

2.1 วิกฤติวัตถุดิบ

- สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนเม็ดพลาสติกขาดแคลนและราคาสูงขึ้น 'ต้นทุนบรรจุภัณฑ์' กระทบต่อกำไรของสินค้าค้าปลีกขนาดไหน ?

·      สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคค้าปลีกไทยผ่าน “ต้นทุนพลังงาน” เป็นด่านแรก ก่อนจะส่งผ่านไปยังต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดผ่านสำคัญที่สุดของการขนส่งน้ำมันโลก โดยมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ผลกระทบสำคัญคือ เมื่อน้ำมันและปิโตรเคมีผันผวน ต้นทุนเม็ดพลาสติก ฟิล์ม และบรรจุภัณฑ์ย่อมปรับตัวตามไปด้วย ขณะที่สินค้าค้าปลีกจำนวนมากไม่ได้มีต้นทุนเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนแฝงในทุกองค์ประกอบของแพ็กเกจจิ้ง ตั้งแต่ขวด ถุง ฟิล์ม กล่อง ฝา ฉลาก ไปจนถึงวัสดุห่อหุ้มสินค้า ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่สามารถสะท้อนกลับมาสู่ราคาสินค้าและ Margin ของผู้ประกอบการได้ในระยะถัดไป

- สินค้ากลุ่มใดบ้างที่กำลังขาดแคลน และกระทบห่วงโซ่ของธุรกิจค้าปลีกโดยตรง

·      ธุรกิจร้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าพรีเมียม รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ส่วนใหญ่มีสินค้าคงคลัง ไม่เกิน 3 เดือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการในทุกหมวดสินค้าอาจทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าภายใน 3 เดือนข้างหน้า หลังจากสต็อกเดิมเริ่มทยอยหมดลง โดยธุรกิจร้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าพรีเมียม ส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 5%ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับราคาสูงกว่าสินค้ากลุ่มอื่น

ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI - Retailer Sentiment Index) ในระยะ 3 เดือนข้างหน้า แม้จะปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้ประกอบการต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

·      กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูง คือสินค้า FMCG โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ ในบ้าน Personal Care รวมถึงสินค้าเอสเอ็มอี ที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกในสัดส่วนสูง ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากมีอำนาจต่อรองด้านวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์น้อยกว่า มีสภาพคล่องจำกัด และไม่มี Buffer ด้านสต็อกหรือเงินทุนหมุนเวียนมากพอ

- จุดไหนคือจุดที่ 'แบกไม่ไหว' จนต้องปรับราคาสินค้า

·      จุดที่ผู้ประกอบการ “แบกไม่ไหว” มักไม่ใช่วันที่ต้นทุนปรับขึ้นเป็นครั้งแรก แต่คือช่วงเวลาที่ธุรกิจต้องรับต้นทุนสูงต่อเนื่องหลายรอบการผลิตหรือหลายรอบการสั่งซื้อ จนทำให้ Margin บางลงอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มกระทบต่อความสามารถในการควบคุมต้นทุนประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าขนส่ง และต้นทุนบริหารจัดการ

เมื่อกำไรขั้นต้นลดลงต่ำกว่าระดับที่สามารถพยุงการดำเนินธุรกิจได้ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทยอยปรับราคาสินค้า ลดความถี่หรือความแรงของโปรโมชัน ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ ปรับจำนวน SKU หรือปรับสูตรและวัตถุดิบบางส่วน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และราคาที่ผู้บริโภคยังยอมรับได้

2.2 วิกฤติค่าขนส่ง

- เมื่อราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น ระบบการกระจายสินค้า มีการปรับตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ค่าขนส่งไปซ้ำเติมค่าครองชีพของผู้บริโภค ?

·      ค่าขนส่งถือเป็นต้นทุนสำคัญที่แทรกอยู่ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่ค้าปลีก ตั้งแต่การขนส่งสินค้าจากโรงงานไปยังคลังสินค้า จากคลังสินค้าไปยังสาขา และจากสาขาไปถึงบ้านของผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่กระทบระบบค้าปลีกทั้ง Ecosystem

·      ปัจจุบัน ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายรายเริ่มเร่งปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบ Route Optimization มาใช้ในการวางแผนเส้นทางขนส่ง , smart logistics, การใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนปริมาณสินค้าและรอบการจัดส่ง การรวมเที่ยวขนส่ง การใช้สาขาเป็น ศูนย์กระจายสินค้าย่อย ตลอดจนการเริ่มนำรถขนส่งไฟฟ้า หรือ EV Fleet เข้ามาใช้ในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายเล็กยังคงมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากขาดเงินทุนล่วงหน้าในการลงทุนด้านระบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยี หรือพลังงานทางเลือก

·      ประเด็นสำคัญคือค้าปลีกกำลังพยายาม “ดูดซับต้นทุนก่อนส่งต่อ” เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าหากส่งต่อ ค่าขนส่งทั้งหมดไปที่ราคาสินค้า จะซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนและส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอลงกว่าเดิม

2.3 วิกฤติกำลังซื้อ

- ทุกวันนี้พฤติกรรมการซื้อของคนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรบ้าง เรากำลังเข้าสู่วิกฤติกำลังซื้อจริงไหม ?

·      สถานการณ์ขณะนี้อาจยังไม่ใช่วิกฤติกำลังซื้อเต็มรูปแบบ แต่สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า Value Conscious Consumption ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้นกว่าการตัดสินใจจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น คิดมากขึ้น และเปรียบเทียบมากขึ้น ทั้งการลดความถี่ในการจับจ่าย รอโปรโมชัน หรือหันมาเลือกสินค้า House Brand และ Second-tier brands มากขึ้น

·      ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บนยังคงมีกำลังซื้อ แต่มีความ “Selective Spending” มากขึ้น โดยเน้น Experience และ Emotional Value มากกว่าการซื้อเชิงปริมาณ

·      ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมีนาคมลดลงจากเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนว่าความมั่นใจในการใช้จ่ายยังไม่ฟื้นเต็มที่ พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเข้าสู่ Caution Mode คือยังรักษาไลฟ์สไตล์บางส่วนไว้ แต่จะเริ่มตัดลดสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าพรีเมียมบางกลุ่ม และการซื้อแบบ Impulse Buy ก่อน

- โครงการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส มีผลต่อกำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนได้หรือไม่ ?

·      สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือมาตรการ Co-payment ถือเป็นมาตรการที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงในระยะสั้น เนื่องจากช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชน และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับร้านค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการและขยายการเข้าถึงของประชาชน ภาครัฐอาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการดังกล่าวกับการใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade รวมถึงร้านสะดวกซื้อ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ยาออกฤทธิ์สั้น” ที่ช่วยประคองกำลังซื้อเฉพาะหน้า มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เนื่องจากไม่ได้ทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างถาวร ไม่ได้ลดภาระหนี้ครัวเรือน และยังไม่ได้แก้ปัญหาต้นทุนการดำรงชีวิต

ดังนั้น ในระยะยาว ภาครัฐควรมองการขับเคลื่อนภาคค้าปลีกไทยในเชิงระบบมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทั้งในมิติของกฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมาย การส่งเสริมเทคโนโลยี และการใช้พลังงานสีเขียว ควบคู่กับการยกระดับรายได้และทักษะแรงงาน เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่เติบโตทันกับค่าครองชีพ, ลดต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME , สนับสนุนสินค้าไทยและซัพพลายเชนภายในประเทศ, สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการกำกับดูแลสินค้านำเข้าราคาถูก และเร่งปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนระยะยาว และสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

2.4 หากผู้ประกอบการแบกรับสถานการณ์เหล่านี้ไม่ไหว จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจบ้าง ?

·      หากผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนและแรงกดดันทางเศรษฐกิจไม่ไหว ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ ภาคธุรกิจเท่านั้น แต่จะส่งกลับมายังผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม ผู้บริโภคอาจเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น โปรโมชันที่ลดลง ตัวเลือกสินค้าที่น้อยลง หรือสินค้าบางกลุ่มที่มีการปรับขนาดและปริมาณลงเพื่อตรึงราคาสินค้าไว้

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SME อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การลดพนักงาน ลดจำนวนสาขา หรือในบางกรณีอาจต้องออกจากตลาดอย่างถาวร ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “ร้านค้าปิดตัว” แต่ยังส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ท้องถิ่น แรงงาน ครอบครัว และเศรษฐกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในระยะยาว หากจำนวนผู้ประกอบการลดลง การแข่งขันในตลาดก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภค เพราะตลาดที่มีผู้เล่นน้อยลงมักนำไปสู่ทางเลือกที่จำกัด ราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมอาจลดลง

·      ประเด็นเรื่อง Shrinkflation มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร ร้านอาหารขนาดเล็ก สตรีทฟู้ด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ง่าย ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น จึงอาจเลือกใช้วิธีปรับลดปริมาณสินค้า แต่ยังคงราคาจำหน่ายเดิมไว้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและไม่เพิ่มภาระให้ผู้บริโภคโดยตรง

 

ขณะที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดและสินค้า FMCG หลายประเภทมีประสบการณ์ในการบริหารขนาด บรรจุภัณฑ์ หรือ Pack Size มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขนาดเล็ก ซองเล็ก ขนาดทดลอง หรือ Value Pack เพื่อให้ตอบโจทย์กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “ความโปร่งใส” ในการสื่อสารกับผู้บริโภค เพราะหากผู้บริโภครู้สึกว่า แบรนด์ปรับลดปริมาณสินค้าโดยไม่ชัดเจนหรือไม่จริงใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ และอาจสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับในระยะสั้น

3. วิเคราะห์อนาคตตลาดค้าปลีกไทย

·      อนาคตค้าปลีกไทยจะเข้าสู่สมการการแข่งขันใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนสาขาหรือขนาดธุรกิจ แต่จะวัดจากความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภคอย่างแม่นยำ บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคได้มากกว่า ภายใต้บริบทที่ต้นทุนสูง กำลังซื้อเปราะบาง และการแข่งขันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

·      ตลาดค้าปลีกไทยในระยะต่อไปจะเคลื่อนไปสู่ 3 ทิศทางสำคัญ

1) ตลาดจะแบ่ง Segment ชัดเจนมากขึ้น กลุ่ม Premium ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพ บริการ และ Emotional Value ขณะที่กลุ่ม Mass จะให้ความสำคัญกับ Value-for-Money สินค้าจำเป็น และราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ภายใต้ภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวัง การใช้จ่ายมากขึ้นจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

2) หน้าร้านจะเปลี่ยนบทบาทจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform
หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่ซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างประสบการณ์ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

3) ผู้ค้าปลีกจะต้องควบคุม value chain มากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้าง ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

·      อย่างไรก็ตามในช่วง 1-3 ปีจากนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการ เชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคค้าปลีกไทย โดยเฉพาะมาตรการ Instant Tax Refund หรือการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ณ จุดขาย ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มียอดซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มแรงจูงใจในการช้อปปิ้ง ในประเทศไทย

·      นอกจากนี้ ภาครัฐควรพิจารณาการ ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และลักชัวรีบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ในภูมิภาค พร้อมทั้งอาจนำร่องในรูปแบบ Sandbox หรือเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ดึงดูดกลุ่มกำลังซื้อสูง และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Shopping Destination




อัพเดทข่าวล่าสุดในวงการ Lastest News

ชงปลดล็อค "ไทยช่วยไทยพลัส" ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังประคองธุรกิจ หนุนการจ้างงาน article
นสพ.ไทยรัฐ : ความคิดเห็นต่อไทยช่วยไทยพลัส โดย คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย article
ย่อโลกเศรษฐกิจ ทางช่อง TNN 16 article
ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย POWER GAME: WORLD IN CRISIS article
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึก พาณิชย์ article
แข่งขัน “TRA Golf Tournament 2026” article
เสนอ “แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ” ต่อรัฐบาลใหม่ หนุนประเทศไทยเดินหน้า article
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ปลื้มรัฐบาลเดินหน้าเร็ว article
เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที article
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ “ตั้งรับ-รุกกลับ-ปรับตัว” ชงรัฐคุมเข้มสินค้าไร้มาตรฐาน ดันไทยสู่ ฮับช้อปปิ้งอาเซียน article
แข่งขัน “TRA Golf Tournament 2025” article
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ลุ้นมาตรการรัฐ หนุน “ค้าปลีก” ดาวเด่นปี 68 ผลักดันจีดีพีไทยเติบโต article
โครงการ SME สัญจร ครั้งที่ 1 article
“โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” article
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย แต่งตั้งให้ “นายณัฐ วงศ์พานิช” ดำรงตำแหน่ง “ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย” คนใหม่ article
"สมาคมผู้ค้าปลีกไทย " article
ค้าปลีกภูธรยุค 4.0 : เจนใหม่ มองไกล ใจถึง ลุยจริง article
เศรษฐกิจโคม่าทุบ‘ค้าปลีก 4.4 ล้านล้าน’ ฟื้นช้า เนิบ-นาน ‘อีสาน’ทรุดหนัก 30 ปี article
TRA CONFERENCE 2023 โครงการสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 2/2566
Singapore Franchising and Licensing Asia 2023
Franchising & Licensing Asia (FLAsia)
งานสัมมนา " เติมพลัง ติดปีก ค้าปลีกด้วย เทคโนโลยี AI , Data Analytics, และ METAVERSE "
ห้ามพลาด! กับ 2 หัวข้อสัมมนาจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่อัดแน่นไปด้วยสาระและเนื้อหา จากวิทยากรตัวจริงในวงการทั้งผู้บริหารและเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง ที่จะมาตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ
TRA visit Huawei Customer Solution Innovation & Integration Experience Center 
แถลงข่าว Retail Slump : lose 500,000 million baht in 2020
บทความ ถอดเคล็ดวิชา CEO สู้วิกฤต
แนะนำคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย วาระ 2563-2565
วิสัยทัศน์สมาคมผู้ค้าปลีกไทย 2020-2022
สมาคมฯ เข้าพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน
สมาคมฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจนำเสนอวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจหลังโควิด 19
การฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการหลักสูตร เจ้าหน้าที่สอบ Examiner
สมาคมฯ เข้าเยี่ยม MK Restaurant Group 28.8.2020
สมาคมฯ เข้าเยี่ยมหารือ ZEN corporation group PLC
งานแข่งขันกอล์ฟเชื่อมความสัมพันธ์สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ปี 2563
รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2/2563
ผูับริหารสมาคมฯ เข้าหารือธนาคารแห่งประเทศไทย
Workshop Post Covid19 หารือทางออกเศรษฐกิจกับสภาหอการค้าไทย
สถานการณ์ค้าปลีก ช่วงวิกฤติโควิด 19
สมาคมฯ ให้การต้อนรับ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี เยี่ยมสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเพื่อหารือร่วมกัน
สมาคมฯ ส่งหนังสือถึง ศบค เพื่อขอขยายเวลาปิดห้างฯเป็น 21:00 น.
คนต่างด้าวสามารถทำงานขายของหน้าร้าน
ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
Prime Minister Meet with Retailers
การประชุมร่วมเพื่อกำหนดมาตรการและคู่มือป้องกัน สำหรับการผ่อนปรนในสถานการณ์โควิด 19
เสนอภาครัฐเพื่อเยียวยาผู้ค้าปลีก
Check List Risk of Covid19 แบบประเมินความพร้อมในการป้องกันในสถานประกอบการ
Guide เตรียมการเปิดห้างฯ ช่วงกึ่ง
การเตรียมพร้อมรับ เปิดห้างฯ หลัง ผ่อนคลาย Covid19
มาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ ธปท
ข้อเสนอต่อ กระทรวงแรงงาน 13.3.2563
รัฐช่วยธุรกิจลดผลกระทบ Covid 19 ด้านภาษี และ ลดเงินส่ง สปส
เรียกร้องรัฐขอมาตราการเยียวยา วิกฤติ COVID-19
เรียกร้องรัฐขอมาตราการเยียวยา
ผู้ค้าปลีกเดินหน้า#งดให้ถุงพลาสติก #ลดขยะเป็นพิษ
สมาคมเข้าพบเพื่อแสดงความยินดี ฯพณฯ รมต กระทรวงพาณิชย์
ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 25 กค 2562
Thai Retailer Facebook Link



Copyright © 2014 All Rights Reserved.